
ในปี 2568 บริษัทสามารถสร้างผลกำไรสูงสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2566 อันเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงการบริหารจัดการและควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะตลาดภายในประเทศที่ชะลอตัว บริษัทสามารถคว้าโอกาสการเติบโตผ่านการกำหนดให้ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตและการส่งออกเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ
โดยในปี 2568 บริษัทมีอัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.0 จากร้อยละ 3.1 จากปีก่อนหน้า โดยบริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 932 ล้านบาท และมี EBITDA จำนวน 3,259 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และร้อยละ 4 จากปีก่อนหน้าตามลำดับ ทั้งนี้ ผลประกอบการดังกล่าวได้รวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างทางธุรกิจรวมประมาณ 94 ล้านบาทแล้ว ในขณะที่ บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 22,676 ล้านบาท ซึ่งลดลงร้อยละ 11 จากปีก่อนหน้า จากตลาดที่ยังชะลอตัวและผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า
ท่ามกลางภาวะอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ชะลอตัว บริษัทได้เร่งปรับตัวเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยมุ่งลงทุนในโครงการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ต่อเนื่องถึงปี 2568 ประกอบกับการนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ รวมถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าแบบรวมศูนย์ (One WMS) ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการคลังสินค้าลงร้อยละ 10 ต่อปี และเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าร้อยละ 15–30 อีกทั้งการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและการลดต้นทุนทางการเงิน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ในด้านการรักษาส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ บริษัทได้ดำเนินกลยุทธ์เพิ่มความหลากหลายของสินค้าไปสู่กลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องและสินค้าใหม่ รวมถึงการนำเสนอสินค้าที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า ในช่วงที่ตลาดภายในประเทศชะลอตัว โดยบริษัทให้ความสำคัญกับสินค้าในกลุ่ม Smart Value ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดีได้มาตรฐาน และราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดระดับกลางถึงตลาดมวลชน ขณะเดียวกันบริษัทเดินหน้าผลักดันการเติบโตของสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added : HVA) ตอบโจทย์ความต้องการในการอยู่อาศัย ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายประมาณร้อยละ 39 ของรายได้จากการขาย
ตัวอย่างสินค้า HVA ที่เปิดตัวในปีนี้ ได้แก่ กระเบื้องฟอกอากาศ Flowel PureTECH by COTTO ที่สามารถดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์และปรับสมดุลความชื้นในอากาศ กระเบื้อง X-Strong ที่มีความแข็งแรงรองรับน้ำหนักได้มากกว่า 350 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร สุขภัณฑ์อัตโนมัติ SQUIBB และ KLIRR ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ช่วยลดการใช้น้ำ และลดการสัมผัสด้วยมือ รวมถึงก๊อกน้ำ Xquisia ซึ่งได้รับรางวัลการออกแบบผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมระดับสากล นอกจากนี้ บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สุขภัณฑ์ที่ใช้สารเคลือบจากเปลือกไข่และเปลือกหอยแทนการใช้แร่หินปูน
นอกเหนือจากประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาแบรนด์ การออกแบบ และนวัตกรรมสินค้า ขณะเดียวกันบริษัทเร่งปรับทัพในต่างประเทศ เตรียมธุรกิจให้พร้อมเพื่อรองรับโอกาสในการเติบโตในอนาคต โดยวางให้ PRIME ประเทศเวียดนามเป็นเสาหลักเชิงกลยุทธ์เติบโต ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานหลัก 2 ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่
ปัจจัยแรกคือ การเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลน ที่ PRIME ประเทศเวียดนามอีก 5 ล้านตารางเมตรต่อปี ที่โรงงาน Pho Yen ทางภาคเหนือ เพื่อตอบสนองความต้องการกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนที่สูงขึ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และในปี 2569 มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ที่โรงงาน Dai Loc ทางภาคกลาง ในงบประมาณลงทุน 599 ล้านบาท โดยรวม PRIME จะมีกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนทั้งสิ้นกว่า 26 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 32 ของกำลังการผลิตรวมในประเทศเวียดนาม
ปัจจัยที่สองคือ ธุรกิจ PRIME ประเทศเวียดนาม จะเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโต (Growth Engine) ที่สำคัญ โดยเป็นฐานการผลิตและส่งออกของบริษัท ผ่านกลยุทธ์การมองตลาดและฐานการผลิตในภูมิภาคนี้แบบองค์รวม (Regional Optimization) โดยอาศัยข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตของ PRIME ที่มีอยู่เดิม บริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อผลิตสินค้ากระเบื้องที่นอกจากด้านความสามารถในการแข่งขัน ยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย เช่น การส่งออกกระเบื้องจาก PRIME ไปยังบางพื้นที่ของประเทศฟิลิปปินส์ สามารถประหยัดต้นทุนได้ร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับต้นทุนกระเบื้องที่ผลิตเองในประเทศฟิลิปปินส์ ในปีที่ผ่านมา PRIME สามารถเปิดตลาดใหม่ ๆ ได้สำเร็จในหลายประเทศ ได้แก่ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เกาหลี ออสเตรเลีย สาธารณรัฐเชค และอีกหลายประเทศในทวีปยุโรปตะวันออก
นอกเหนือจากกลยุทธ์การดำเนินการในปี 2568 ข้างต้น บริษัทมีความคืบหน้าการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายระยะยาวในธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิว ธุรกิจสุขภัณฑ์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Complementary Business) ดังนี้
- เปิดแฟลกชิปโชว์รูมขนาดใหญ่ที่รวบรวมสินค้า Lifestyle Tiles & Solutions และสุขภัณฑ์พร้อมบริการครบวงจร COTTO LiFE สาขาที่ 5 ในจังหวัดภูเก็ต
- เพิ่มตัวแทนจำหน่ายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศ รองรับการขยายโรงงานในอาเซียน บริษัทได้ใช้ความเป็นผู้นำของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวซึ่งมีแบรนด์ และช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าสุขภัณฑ์เพิ่มเติมในอาเซียน โดยในปี 2568 บริษัทได้แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าสุขภัณฑ์ ในต่างประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 170 รายในปี 2567 เป็น 201 ราย ส่งผลให้ยอดขายสุขภัณฑ์ในประเทศเวียดนาม และประเทศอินโดนีเซีย (สกุลเงินต่างประเทศ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 และ 33 ต่อปี เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- การขยายสินค้าและบริการเกี่ยวเนื่องภายในประเทศไทย เพื่อต่อยอดไปสู่อาเซียนในอนาคต ในปี 2568 บริษัทได้เพิ่มพอร์ตสินค้าเกี่ยวเนื่อง ทั้งปูนกาวยาแนวสำหรับการติดตั้งกระเบื้อง ประตู หน้าต่าง รวมถึง กระเบื้องสำหรับท๊อปเคาท์เตอร์ครัว โดยรวมบริษัทมียอดขายจากสินค้าและบริการเกี่ยวเนื่องกว่า 420 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
นอกเหนือจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง บริษัทและบริษัทในเครือยังได้รับรางวัลมากมาย ตอกย้ำการดำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพ อันเป็นผลมาจากการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการให้ความสำคัญกับพื้นฐานการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านธรรมาภิบาล ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม อาทิ ผลประเมิน CGR (Corporate Governance Report) ระดับ 5 หรือ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง จากการประเมินการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนไทย ประจำปี 2568 ได้รับคัดเลือกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้เป็นหนึ่งใน หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ระดับ AA กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างประจำปี 2568 และ ดัชนี SETESG ประจำปี 2568 และ รางวัล Outstanding Investor Relations Awards จากเวที SET Awards 2025 อีกทั้งรางวัล แบรนด์สินค้าครองใจผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น รางวัล 2025 THAILAND’S MOST ADMIRED BRAND” จาก BrandAge ซึ่ง COTTO ได้รับรางวัลติดต่อกันเป็นปีที่ 14 รางวัลแบรนด์วัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ชั้นนำ Marketeer Number 1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 และรางวัลจากธุรกิจ PRIME ประเทศเวียดนาม ได้แก่ รางวัล แบรนด์ที่ทรงอิทธิพล ASIA’s Top Influential Brand 2025 และรางวัล Top CSI 100 Sustainable Enterprise ติดต่อกันเป็นปีที่ 3
ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง Net Debt to EBITDA มีสัดส่วนอยู่ที่ 1.1 เท่า กระแสเงินสดมีเสถียรภาพจากผลการดำเนินงานที่มั่นคง มีเงินสด และรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 8,948 ล้านบาท คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 อนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.34 บาท แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท และเงินปันผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 0.19 บาท เพื่อเป็นการดูแลผู้ถือหุ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน แสดงถึงความมั่นใจในธุรกิจที่เติบโต มีกระแสเงินสด และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
สุดท้ายนี้ คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น นักลงทุน ลูกค้า คู่ค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจด้วยดีตลอดมา ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินธุรกิจภายใต้หลักบรรษัทภิบาลที่ดี ดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่อไป

นายชลณัฐ ญาณารณพ
ประธานกรรมการ

นายนำพล มลิชัย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
